
กาลครั้งหนึ่ง ณ กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ มีภิกษุรูปหนึ่งนามว่า พระเมฆิยะ ท่านเป็นภิกษุที่เพิ่งบวชได้ไม่นาน ยังอ่อนพรรษาอยู่ แต่ท่านมีความตั้งใจมั่นที่จะปฏิบัติธรรมให้หลุดพ้นจากกองทุกข์
วันหนึ่ง พระพุทธเจ้าทรงมีพุทธประสงค์จะเสด็จไปยังป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เพื่อทรงแสดงธรรมโปรดแก่ปัญจวัคคีย์
พระองค์จึงทรงมีรับสั่งให้พระอานนท์ไปตามหาภิกษุที่แข็งแรงและมีกำลัง เพื่อให้เดินทางไปด้วย
พระอานนท์เมื่อได้ยินดังนั้น ก็ไปเลือกหาภิกษุที่มีกำลังแข็งแรง แต่ก็ยังไม่ถูกใจ
ทันใดนั้นเอง พระอานนท์ก็เห็นพระเมฆิยะกำลังนั่งอยู่ จึงเข้าไปหา
“ท่านพระเมฆิยะ” พระอานนท์กล่าว “พระพุทธเจ้าทรงมีรับสั่งให้หาภิกษุที่มีกำลังแข็งแรงเพื่อเดินทางไปด้วย ท่านพอจะไปกับเราได้หรือไม่?”
พระเมฆิยะได้ฟังดังนั้น ก็รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง “ข้าพเจ้าจะไปแน่นอนครับท่านพระอานนท์”
เมื่อพระเมฆิยะไปถึงที่อยู่ของพระพุทธเจ้า พระองค์ก็ทรงมีรับสั่งให้พระเมฆิยะเดินนำหน้า
ขณะที่เดินเข้าไปในป่า พระเมฆิยะก็เริ่มรู้สึกเหนื่อยล้า แต่เขาก็พยายามอดทนเดินต่อไป
เมื่อเดินไปได้สักพัก พระเมฆิยะก็รู้สึกกระหายน้ำอย่างรุนแรง
เขาจึงหันไปบอกพระพุทธเจ้าว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพเจ้าเหนื่อยล้าเหลือเกิน และกระหายน้ำมาก”
พระพุทธเจ้าทรงมีรับสั่งให้พระเมฆิยะนั่งพักใต้ต้นไม้ใหญ่ แล้วทรงหาผลไม้มาให้ฉัน
เมื่อพระเมฆิยะฉันผลไม้แล้วก็รู้สึกสดชื่นขึ้น
แต่ทว่า ด้วยความที่พระเมฆิยะยังเป็นภิกษุที่อ่อนพรรษา และยังไม่สามารถข่มกิเลสของตนเองได้ดีนัก เมื่อท่านเห็นพระพุทธเจ้าและพระอานนท์มีบริวารมากมาย ได้รับการสักการะบูชาจากผู้คน
พระเมฆิยะก็เกิดความรู้สึกอิจฉาขึ้นมาในใจ
“ทำไมข้าพเจ้าถึงไม่ได้รับความเคารพเช่นนั้นบ้าง?” เขาคิดในใจ
ด้วยความที่ยังไม่สามารถข่มกิเลสได้ พระเมฆิยะจึงแอบหนีจากขบวนเสด็จ
เขาเดินไปเรื่อยๆ จนกระทั่งพบกับชายหนุ่มผู้หนึ่ง ซึ่งกำลังเลี้ยงฝูงโคอยู่
ชายหนุ่มผู้นั้นเมื่อเห็นพระเมฆิยะ ก็เข้าไปทักทาย
“ท่านพระคุณเจ้า ท่านมาจากไหน?” เขาถาม
พระเมฆิยะตอบว่า “เรามาจากเมืองราชคฤห์”
ชายหนุ่มผู้นั้นได้ชวนพระเมฆิยะไปที่บ้านของตนเอง เพื่อพักผ่อนและรับประทานอาหาร
เมื่อพระเมฆิยะไปถึงบ้านของชายหนุ่ม เขาก็ได้รับการต้อนรับอย่างดี ได้รับอาหารและเครื่องดื่มอย่างอุดมสมบูรณ์
พระเมฆิยะรู้สึกพอใจเป็นอย่างมาก เขาคิดว่า “ที่นี่แหละคือที่ที่เหมาะสมกับเรา”
เขาจึงตัดสินใจที่จะอยู่กับชายหนุ่มผู้นั้น และไม่กลับไปวัดอีก
แต่ทว่า วันหนึ่ง ขณะที่พระเมฆิยะกำลังนั่งพักผ่อนอยู่ ชายหนุ่มผู้นั้นก็ได้เข้ามาหา
“ท่านพระคุณเจ้า” ชายหนุ่มกล่าว “ท่านเป็นภิกษุที่มีความรู้ มีปฏิภาณไหวพริบ หากท่านช่วยสอนธรรมะให้แก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะตอบแทนท่านด้วยทรัพย์สินเงินทองอย่างงาม”
พระเมฆิยะได้ยินดังนั้น ก็เกิดความโลภขึ้นมาในใจ เขาคิดว่า “หากข้าพเจ้าสอนธรรมะให้แก่ชายหนุ่มผู้นี้ ข้าพเจ้าก็จะได้ทรัพย์สินเงินทองมากมาย”
แต่ทว่า พระเมฆิยะก็ตระหนักได้ว่า ตนเองนั้นยังเป็นภิกษุ และการรับทรัพย์สินเงินทองนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
ด้วยความที่ยังไม่สามารถข่มกิเลสของตนเองได้ พระเมฆิยะจึงปฏิเสธคำขอของชายหนุ่ม
“เราไม่สามารถรับทรัพย์สินเงินทองได้” พระเมฆิยะกล่าว “เราเป็นภิกษุ”
เมื่อชายหนุ่มได้ยินดังนั้น ก็รู้สึกผิดหวัง เขาจึงไม่สนใจพระเมฆิยะอีกต่อไป
พระเมฆิยะรู้สึกเสียใจเป็นอย่างมาก เขาสำนึกได้ว่า ตนเองนั้นได้หลงผิดไปแล้ว
เขาจึงตัดสินใจที่จะกลับไปวัด
เมื่อพระเมฆิยะกลับไปถึงวัด พระพุทธเจ้าก็ทรงมีรับสั่งให้พระองค์มาเข้าเฝ้า
“ท่านเมฆิยะ” พระพุทธเจ้าตรัส “เหตุใดท่านจึงหนีจากเราไป?”
พระเมฆิยะกราบทูลความจริงทั้งหมดด้วยความสำนึกผิด
พระพุทธเจ้าทรงมีรับสั่งว่า “ดูก่อนเมฆิยะ การที่ท่านเห็นเรามีบริวารมาก ได้รับการสักการะบูชาจากผู้คน แล้วเกิดความยินดีในลาภสักการะนั้น เป็นสิ่งที่ผิด”
พระองค์ทรงสอนว่า “ภิกษุทั้งหลายที่บวชเข้ามาในพระศาสนา ย่อมมุ่งหวังพระนิพพาน ไม่ใช่ลาภสักการะ ผู้ใดก็ตามที่ยินดีในลาภสักการะ ย่อมหลงลืมเป้าหมายอันสูงสุด และตกอยู่ในวัฏสงสาร
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การยินดีในลาภสักการะ เป็นกิเลสที่ทำให้เราหลงผิดไปจากเป้าหมายอันสูงสุดแห่งชีวิต คือพระนิพพาน ภิกษุผู้มีปัญญาพึงละเว้นจากการยินดีในลาภสักการะ และตั้งมั่นในการปฏิบัติธรรมเพื่อความหลุดพ้น.
— In-Article Ad —
การยินดีในลาภสักการะเป็นกิเลสที่ทำให้หลงผิดจากเป้าหมายสูงสุดแห่งชีวิต ควรตั้งมั่นในการปฏิบัติธรรม.
บารมีที่บำเพ็ญ: เมตตาบารมี
— Ad Space (728x90) —
8เอกนิบาตมหาสุตโสมชาดก ในสมัยพุทธกาล ขณะที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ วัดพระเชตวัน เมืองสาวัตถี ท...
💡 กามคุณเป็นสิ่งลวงตา นำมาซึ่งความทุกข์ หากไม่รู้จักประมาณตนและยับยั้งชั่งใจ
1เอกนิบาตมหาปทุมชาดกกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในสมัยพุทธกาล ณ กรุงสาวัตถี มีพระโพธิสัตว์ชาติหนึ่งได้เสวยพระชาติเ...
💡 ความเพียร สติ และคุณธรรม นำพาไปสู่ความพ้นทุกข์
145เอกนิบาตมหาปทุมชาดก ณ เมืองมิถิลา อันเป็นราชธานีแห่งแคว้นวิเทหะ เคยเป็นที่เลื่องลือถึงความเจริญรุ่งเรืองและ...
💡 ความเมตตา ย่อมสามารถเปลี่ยนแปลงจิตใจที่เต็มไปด้วยความแค้นให้กลับกลายมาเป็นความดีงามได้ การให้อภัยและการทำความดี คือหนทางแห่งความสุขที่แท้จริง
23เอกนิบาตสุตโสมชาดกในอดีตกาลอันไกลโพ้น ณ กรุงพาราณสี มีพระราชาพระองค์หนึ่งนามว่า "พระเจ้าสุตโสม" ทรงเป็นพระรา...
💡 การใช้ความรุนแรงและการฆ่าแกงกัน ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ย่อมนำมาซึ่งบาปและความเดือดร้อน การให้อภัยและการละเว้นจากการเบียดเบียนผู้อื่น คือหนทางแห่งความสงบสุขที่แท้จริง
148เอกนิบาตสุชาตชาดกณ เมืองเวสาลี มีสตรีนางหนึ่งนามว่า สุชาดา นางเป็นหญิงสาวที่มีความเฉลียวฉลาด มีไหวพริบ และมี...
💡 คุณค่าของคนไม่ได้อยู่ที่ชาติกำเนิด แต่อยู่ที่ความรู้ ความสามารถ และจิตใจที่ดีงาม
530มหานิบาตอัมพชาดก ในสมัยพุทธกาล พระโพธิสัตว์ทรงอุบัติเป็นพระโพธิสัตว์ในชาติหนึ่ง เสวยพระชาติเป็นมนุษย์ผู้มีจ...
💡 การตระหนี่ถี่เหนียวจะนำมาซึ่งความทุกข์ยากและหายนะ การมีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และแบ่งปัน จะนำมาซึ่งความสุขและความเจริญรุ่งเรือง การให้ที่แท้จริงคือการให้ด้วยใจที่บริสุทธิ์
— Multiplex Ad —